A night in Edinburgh

000

ไป Edinburgh กัน
แค่เห็นรถไฟแบบโบราณก็ว่าสนุกแล้ว พอรู้ว่าเราจะได้นอนห้องส่วนตัวที่มีเตียง 2 ชั้น
เรากรี๊ดกร๊าดดีใจ เข้าไปก็สำรวจนั่นนี่หนุกหนาน แม้ห้องจะแคบแสนแคบเท่าแมวดิ้นตาย
แต่
มีทั้งอ่างล้างหน้าจิ๋ว น้ำเปล่าสองขวด ผ้าขนหนูบางๆ ให้เตียงละผืน
แถมที่นอนนุ๊มนุ่ม ขาวสะอาด น่านอนเป็นที่สุดอ่ะ (แต่สุดท้ายนอนหลับยากเอาการ)
ปัญหาด่านแรกคือ
ประตู…กว่าจะดึงให้ปิดได้ ต้องถามคุณป้าเจ้าหน้าที่ แกบอกว่าต้องกดเข้าไปให้มันเด้งออกมาเอง
อย่าคิดจะกระชากทีเดียวเชียว (และเท่าที่ฟัง ทุกห้องมีปัญหานี้เหมือนกันหมด)

ขนาดพยายามชิ้งฉ่องจนนาทีสุดท้ายก่อนขึ้นรถไฟ ก็ยังแอบปวดตอนดึกจนได้
ด้วยความที่นอนบนเตียงชั้นบน เลยขี้เกียจไต่ลงไป ไหนจะต้องเปิดประตูเดินออกไปเข้าห้องน้ำท้ายขบวน
ร่ำๆ จะชิ้งที่อ่างล้างหน้าแล้ว แต่เจ้าบูห้ามไว้ (ดีนะ ที่บูเป็นคนดี)
และเดินไปที่ห้องน้ำเป็นเพื่อน ปรากฏว่าสะอาดเกินคาดแฮะ แถมสว่างไม่น่ากลัว
ขบวนนึงมีประมาณ
10 กว่าห้อง เออ ดีจังเลย

001เตียง 2 ชั้น ขนาดเล็กเหมือนเตียงฮอบบิท

 

002มีอ่างล้างหน้าจิ๋วด้วย พอเราพับลงมา มันก็จะกลายเป็นโต๊ะได้

 

003อุปกรณ์ที่วางไว้ให้บนที่นอน

 

ตอนเช้า

เราตื่นเพราะเสียงเคาะของคุณป้าเจ้าหน้าที่ ที่เอากาแฟสตาร์บัคมาให้
บูสิ ได้ยินแล้วคงนึกว่าฝันไป ไม่ยอมตื่นไปเปิดเสียที จนคุณป้าต้องเคาะ
3 ที

“อีก 15 นาที” ป้าบอกหลังจากบุถามว่าอีกกี่นาทีจะถึงอีดินเบิร์ก
เราเลยรีบเปิดถ้วยกระดาษน้ำร้อน เทกาแฟตาบักใส่ลงไป “แว้ก
!” ทำไมน้ำร้อนมันแยะขนาดนี้
กาแฟจ๋องแจ๋งจืดชืดไปหมดแล้ว พยายามหันไปบอกเจ้าบูเผื่อจะห้ามทัน แต่ดันไม่ยอมฟัง
สุดท้ายเลยต้องจิบกาแฟชืดๆ ระหว่างมองวิวสองข้างทางจากหน้าต่างรถไฟ
แล้วก็รีบแปรงฟันลวกๆ จากอ่างล้างหน้าในห้อง

รถไฟมาถึงตรงเวลาอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่ตอนกลางคืนเรารู้สึกได้ว่ามันวิ่งๆ หยุดๆ
อยู่หลายหน แต่ที่แตกต่างจากรถไฟไทยอย่างมากคือเสียง และความนุ่มนวล

004คุณป้าเสิร์ฟมาแบบนี้

 

เราพัก Thistle Hotel ซึ่งอยุ่ห่างจากสถานีรถไฟแค่ 5 นาที
ด้วยความที่ไปถึงตั้งแต่
7 โมงครึ่ง เลยยังเช็คอินไม่ได้ เราหยิบของออกมาล้างหน้า
เปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดเกือบนอน คือเสื้อยืดกางเกงเลกกิ้ง มาเป็นเสื้อลายจุดกะกางเกงยีนส์
เจ้าบูก็เหมือนกัน จากนั้นเราก็เอาของยัดกระเป๋าแล้วฝากไว้กับโรงแรม
เช้าวันนี้แดดดีเป็นพิเศษ ถึงขนาดพนักงาน รร บอกก่อนเราออกมาว่า
enjoy the weather!

 

ป้าหมายแรกคือการหาอาหารเช้ากิน

เจ้าบูหมายมั่นปั้นมือไว้แล้วว่าจะต้องกิน Scottish breakfast แบบเต็มสูตร
หลังจากยุกๆ ยิกๆ จิ้มหน้าจอสักพักก็ได้เป้าหมาย เราเลยเดินไปแถวนั้น
เดินดูบ้านเรือนเก่าแก่ ตึกสีปูนเป็นแนว ร้านรวงปิดเงียบ แทบไม่มีคนบนถนน
เราเดินผ่านแผงผลไม้เล็กๆ ใกล้โรงแรม เลยซื้อเชอร์รี่อึ๋มๆ มา
2 ปอนด์
ป้าบอกว่าทำไมไม่เอากล่องนึงไปเลย
8 ปอนด์ แต่เราบอกว่ามันแยะไป
แกบอกว่า คอยดูนะ พอเธอกินที่ซื้อไปแล้วจะต้องกลับมาซื้อใหม่ … ซึ่งจริงซะด้วย เพราะมันหวานขนาด
!

 

005แผงนี้ๆๆๆ

007

006

ตอนเช้ายังหงอยๆ เหงาๆ ร้านยังไม่ค่อยเปิดกันเลย

008

เลยแวะดื่มกาแฟที่ร้านหัวมุมถนน ใกล้ๆ กับร้านอาหารเช้าที่หมายตา
เพราะเหลือเวลาแค่ 15 นาที ร้านก็จะเปิดแล้ว

009สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่น่ารัก

 

เราเดินเข้าไปใน Broughton Delicatessen and café ตอน 9 โมงซึ่งเป็นเวลาเปิดเด๊ะ
บูสั่ง
Scottish breakfast ชื่อ Broughton deli breakfast มี grilled ramsay’s of carlike back bacon, black pudding, venison lorne, creamy scrambled eggs, homemade potato scone, special recipe bake beans. 8.50
พบว่าไข่ครีมมีจริงดังโฆษณา
Black pudding อร่อยกว่าที่คิดเรากินได้
ที่ติดใจคือสโคนส์ที่มาในรูปแบบแบนๆ เหมือนแป้งโรตี

 ส่วนเราสั่ง pancake & bacon maple syrup มี Ramsay’s of Carluke back bacon and maple syrup 6.50
นนี้ธรรมดา ติดจะหวานไปเพราะเค้าราดเมเปิลซีรัปมาให้จนนอง ดูเหมือนเบคอนจะน้อยไปสักนิด ได้แค่ 2 ชิ้นเอง

 

010 Broughton Delicatessen and café

011

012จานนี้ของคุณบู ที่เราแอบแทะ อย่างละนิดหน่อย

013จานนี้ของเฮา…มันธรรมดามาก

มีเรี่ยวมีแรง เจ้าบูพาเดินย้อนกลับเพื่อไป Edinburgh Castle  (ค่าเข้าคนละ 15 ปอนด์)
วันนี้คนมาเที่ยวแยะเชียว คงเพราะวันเสาร์ แถวซื้อตั๋วเลยยาวเป็นหางงูขดไปขดมา
เราเลยใช้วิธีจองผ่านมือถือกันตรงนั้นเลย แล้วไปรับตั๋วที่เคาน์เตอร์ซึ่งไม่มีคิว ประหยัดเวลาได้ไม่ต่ำกว่า
15 นาที

พวกเราเดินผ่านตอนไกด์ประจำวังเริ่มบรรยาย เจ้าบูเลยเข้าร่วมกลุ่ม โดยมีเราผลุบเข้าผลุบออก
ถ่ายรูปและพยายามหาที่กำบังโต้ลม เพราะด้านบนลมแรงมาก
แต่ดีตรงที่วิวสวยกว้างไกล ได้ความรู้ใหม่ว่า สมัยก่อนที่วังจะยิงปืนทุกวันเวลาบ่ายโมง
เพื่อให้นักเดินเรือทุกคนปรับเวลาให้ตรงกัน และยังคงยิงมาจนถึงทุกวันนี้
ซึ่งน่าจะเปลี่ยนลูกกระสุนไปเป็นแค่กระสุนลมแล้ว(บูบอก)

 ในวังมีโบสถ์ขนาดเล็กมากตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
ในโบสถ์เล็กมากขนาดที่ว่าถ้าจัดพิธีแต่งงงานจะรับรองแขกได้แค่
20 คน
และวันนี้ก็มีคนจองมาจัดพิธีด้วย ว้าวว (ว้าวววทำไม??!!)

 อีกห้องนึงมีคุณลุงแสดงเครื่องดนตรีโบราณ ที่เด็กๆ นั่งรอฟังกันอย่างใจจดใจจ่อ
ห้องนึงมีจัดแสดงหินที่ใครได้นั่งลง จะถือว่าเป็นกษัติรย์ ตอนครองราชย์มีการ
ขนหินก้อนนี้ไปให้ราชนีนั่งที่ลอนดอน ข้างๆ กันคือมงกุฎทองคำของแท้ ทุกอย่างอยู่ในห้องเซฟขนาดยักษ์

เราใช้เวลาที่ปราสาทกันเกือบ 2 ชม. ที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมปราสาททที่มองข้างนอกยิ่งใหญ่
ข้างในห้องหับมันเล็กนิดเดียว โดยเฉพาะห้องที่ใช้อยู่จริง มันเล็กเหลือเชื่อ จนไม่อยากจะเชื่อ

 

อาหารเที่ยง
เราไปกินอาหารร้านที่บูจองเอาไว้ ร้านนี้ได้มิชิลินสตาร์
1 ดาว
และมีโรงแรมอยู่ด้านบนด้วย เป็นอีกชอยส์นึงที่จะจำไว้
ร้านนี้ชื่อ
21212 ซึ่งเป็นเบอร์โทรของร้านนั่นเอง
เชฟเจ้าของร้าน สนุกกับการแปรสภาพอาหารให้ต่างไปจากเดิมจนเราจำไม่ได้
เวลาตักเข้าไปทำให้ได้ความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม
เช่นการหั่นผักให้กลายเป็นชิ้นลูกเต๋าเล็กๆ เหมือนกันหมด
หรือการเอาผักผสมโยเกิร์ตแล้วแช่แข็ง เจ้าบูทดลองกินเมนูไก่
เพราะคิดว่าเป็นเมนูน่าเบื่อที่ทำให้อร่อยยาก และสิ่งที่เสิร์ฟมาก็คืออกไก่แสนนุ่ม
ที่บอกว่าเป็นการใส่แวคคุมแพ็คแล้วต้มนานแสนนานด้วยอุณหภูมิประมาณ
60 องศา

ช่วงคั่นกลางระหว่างอาหารและอาหารหวาน เค้าจะเอาเครื่องดื่มซึ่งเป็นนม ผสมกะทิ ฯลฯ
ใส่ในกาวัวให้เรามาเทใส่ถ้วยกระดาษ สนุกดี และบนโต๊ะจะมี 
centerpiece แตกต่างกันออกไป
ของโต๊ะเราเป็นแอปเปิลเหล็ก ที่ข้างในกลวง บางโต๊ะก็เป็นตุ๊กตาจีน
สรุปรวมแล้วค่อนข้างสนุกและบริการดีเว่อร์ เพราะเจ้าของทั้งสองคนยังคุมร้านด้วยตัวเอง
(ตอนเช็คบิลบัตรแอบบิ่นไปเล็กๆ)

015 21212

016เห็นรูปแล้วก็ยังลืมไปว่า จานนี้มันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
รู้แต่ว่าตักรวมๆ เข้าปากไปแล้วก็อร่อยดี

ออกจากร้านอาหาร เราเดินกลับมาเช็คอินที่โรงแรม พบว่าห้องพักแม้จะเล็กแต่ครบครันและดีกว่าที่คาด
มีกาแฟ ชา และ
Walkers เตรียมไว้ให้ในถาดไม้ (เพิ่งรู้ว่า Walkers ต้นกำเนิดจากสกอตแลนด์)
ห้องน้ำมีของใช้ให้ครบ แต่ข้อเสียอย่างเดียวคือห้องติดถนน ทำให้ได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งไปมาตอนนอน

แล้วเราก็พร้อมลุยต่อ แดดวันนี้จ้ามากจนตาแทบจะบอด
บูกะพาไปวัง Holyrood
แต่ปรากฏว่าปิดเพราะราชินีอลิซาเบธเสด็จมาประทับพอดี (ว้าว)
บูเลยได้ใจ พาเดินเฉไป
Arthur’s Seat ซึ่งเป็นเนินเขาสูงพอประมาณ ที่มีเส้นทางให้เดินขึ้นไปหลายแบบ
แน่ล่ะ…เธอเลือกแบบที่สูงที่สุด
-“-

 

เราใช้เวลากว่า 1 ชม. ในการไต่เนินที่เริ่มจากชันน้อยๆ ไปจนถึงชันมาก
และเต็มไปด้วยหินก้อนเล็กๆ ที่นี่อดีตเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน
ทำให้ปีนยากเย็นพอควร แต่ระหว่างทางเป็นทุ่งหญ้าสลับกับดอกไม้สวยๆ ลมตึงดีจริงๆ
มันเพลินนะ เป็นการเดินเขาที่เพลินมากเพราะไม่เคยเดินทัศนียภาพแบบนี้มาก่อน
แต่แดดดิ แรงโคด … และเรี่ยวแรงก็…หมด เหนือ่ยชิบเป๋ง
ไม่ได้ออกกะลังกายมานาน แต่ก็ดีเหมือนกันที่บูบังคับกลายๆ ให้ขึ้นไปจนถึงบนสุด
พวกเรานั่งตากลมบนนั้นประมาณ
15 นาที เหมือน นทท คนอื่นๆ แล้วค่อยๆ เดินลงมา  

พอกลับมาถึงรู้ว่า ที่ Arthur’s Seat เป็นฉากถ่ายหนังเรื่อง One Day
ที่สุดหล่อตาแบ๊ว Jim Sturgess ของเฮาแสดงนำด้วย กรี๊ดด น่าจะรู้ก่อน (รู้แล้วจะทำไมหรา?)

017หน้าวัง Holyrood ปิดค่ะ!

018มาสคอตบูจึงชี้ไปที่โน่นนนนนนนนนน Arthur’s Seat

019

ไต่ไปสิ ไต่ไป…

IMG_4250สักพักเราก็เริ่มอยู่สูงขึ้น

020
021

จนเห็นวิวไกลๆ สวยๆ กว้างๆ แบบนี้

 

022นางลันลาออกนอกหน้ามากนะ…บอกเลย

อาหารเย็น
ถือเป็นข้อโต้แย้ง เพราะร้านที่หมายตาอยู่แถบ
Leith หมดเลย
บูขี้เกียจนั่งรถเมล์ไป (เดินก็ไม่ไหว หมดแรงกับการปีนเขาละเหอะ)
พยายามหาที่ใหม่ และสุดท้ายเราก็ไปได้ร้านนึงชื่อว่า
Blackfriars
ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินกลับจาก
Arthur’s Seat เข้าเมือง
เมนูอาหารของร้านมีสตารทเตอร์แค่
4 อย่าง, เมน 2 , ไซด์ 2 คือสลัดกับมันฝรั่ง
เห็นแล้วอึ้งไป เหมือนจะไม่เวิร์ก…แต่เวิร์กมาก
!

สั่ง cured sea trout, lemon, fennel กับ sweetcorn, brownbutter, almonds เป็นสตาร์ทเตอร์
บูสั่ง
lamb rump, black cabbage, lentils, salsa verde
เราสั่ง
grilled rib eye, chips, béarnaise, watercress สเต็กนุ่มๆ ราดซอสเนย กินจนหมดจนเกลี้ยงเกลา
ประทับใจเมนมากๆ ส่วนสลัดข้าวโพดหวานนั้นตราตรึงเลยขอบอก
เราชอบที่ร้านนี้เสิร์ฟน้ำเปล่าใส่แตงกวาลงไปด้วย กินแล้วสดชื่น
ที่สำคัญ ขนมปัง
malt bread มันเทพเจ้ามาก!!!! เราแย่งกินกันแบบคนละ  2 ชิ้นไม่มีใครยอมใคร
กลับไปจะต้องทำกินให้ได้
! (แล้วก็ทำกินจริงๆ นะ อร่อยด้วย)
ส่วนขนมเราสั่ง
peach and almond tart, ice cream แบบพีชมาทั้งลูก
ส่วนเจ้าบูสั่ง
mull cheddar, ale cake, chutney ซึ่ง…ไม่อร่อยเลย!(เลยไม่ได้ถ่ายรูปมา)

ตั้งแต่มาลอนดอนเราเริ่มกินแกะได้แล้วอ่ะ น่าแปลกใจจังเลย

023มอลต์เบรดแสนอึ๋ม

024ป้ายเนยให้ละลายชุ่มๆ แล้วเข้าปาก หอมๆ เค็มๆ (เนย) หวานๆ (ขนมปัง)

025

สลัดข้าวโพด ราดบราวน์บัตเตอร์

026

สเต็กของเรา

027

แกะของคุณบู ไม่คาวแกะเลยจริงๆ

028ขนมจานนี้อร่อยด้วย น่ารักด้วย

เช้าวันถัดมา
เช้านี้เราจองทานอาหารเช้าไว้ที่ร้าน
Kings Wark ที่ Leith ตอน 11 โมงซึ่งเป็นเวลาร้านเปิดพอดี
พอตื่นก็อาบน้ำ แต่งร่าง เก็บของ เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ข้างล่าง ถือโอกาสถามทาง
พนง บอกว่าให้นั่งรถเมล์สาย
22 ไปโลด

เราไปถึงก่อนเวลา 15 นาที เลยเดินเล่นริมน้ำไปเรื่อย
แอบหิวเลยเอาเชอร์รี่ทีซื้อเมื่อวานกินประทังท้อง
น่าแปลกคือพอเปิดปุ๊บ ก็มีคนมานั่งกันเต็มร้านเลย อ้าว…เมื่อกี๊คนไปอยู่ที่ไหนกันหมด
?

 บูสั่ง haggis ส่วนเราสั่ง haddock ซึ่งเราชอบปลานี้แฮะ ขณะที่แฮกกิสหรือสมองและไส้แกะเราก็กินได้
แปลกมะ… นึกว่าจะอี๋กลืนไม่ลงซะอีก

 เป็นอาหารเช้าสไตล์สกอตติชที่อร่อยดี และให้พลังงานสุงส่ง
ก่อนอาหารเสิ์ฟ พนักงานเอาขนมปังกับเนยมาเสิร์ฟซะเยอะแยะเลย กาแฟก็ถ้วยโตมากมายย
กินเสร็จไม่แน่ใจว่าจะยังไงต่อ บูบอกว่าจะเดินเมือง แต่เราว่าบูอยากไปวังมากกว่า
เราเลยกลับไปที่ H
olyrood ซึ่งวันนี้เปิดวันแรกพอดี ที่นี่พอจ่ายค่าเข้าแล้ว มี audio guide ให้ฟรีทุกคน
ผลพวงคือ ทำให้บรรยากาศในวังเงียบมาก เพราะทุกคนเอามันแนบหูฟังรายละเอียดกันตั้งอกตั้งใจ

เราเองก็เหมือนกัน เออ…ที่นี่สิค่อยเป็นบ้านหน่อย มีเตียงมีอะไร ห้องต่างๆ ก็เป็นสัดส่วนดี
แต่มีห้องนึงที่เลขาฯ ของราชินีบลัดดีแมรี ถูกสามีของนางลากตัวไปแทงห้าสิบกว่าครั้ง เพราะคิดว่ามีชู้กัน
อา…น่ากลัวจริงไรจริง ที่เคยสงสัยว่าทำไมเตียงสมัยก่อนถึงเล็กจัง จึงได้คำตอบว่า
เพราะด้านในมันยัดไส้ด้วยขนห่านทั้งอันนั่นเอง ขืนทำอันใหญ่ๆ ไป ห่านคงได้หมดหลายฝูง

เดินรอบวังจนหมดแรง พักจิบน้ำที่คาเฟ่วัง ไม่อยากบอกว่าคำพูดกับความจริงนี่มันต่างกันมาก
เพราะการจิบน้ำชาที่วัง ไม่ได้โรแมนติกหรือรื่นรมเท่ากับความคิดเลยให้ตายเหอะ

ออกจากวังแวะร้านวิสกี้ (ที่นี่ร้านวิสกี้แยะมาก สมเป็นต้นกำเนิดงิ)
เดินเล่น แล้วก็ไปที่สถานีตอนบ่ายสาม
45 รอรถไฟกลับลอนดอนเที่ยว 4 โมง
คราวนี้เราไม่ได้นั่งรถนอนเพราะอยากกลับให้ถึงกลางคืนมากกว่าเช้า
ปรากฎว่าพอนั่งรถไฟเสร็จ รถก็ไม่ออก การ์ดรถบอกว่ามีปัญหา รอช่างเทคนิค สักพักได้ความว่า
ไฟไม่เข้า ปู้ด.. นึกว่าจะต้องเปลี่ยนตั๋วแล้ว แต่ปรากฏสัก
45 นาทีช่างก็ซ่อมได้
เราได้ออกเดินทางกันอย่างปลอดภัยสบายแฮ และอ่านนิยายเกือบจบเล่มเอย

 กลับถึงลอนดอนประมาณ สามทุ่ม จริงๆ บนรถไฟก็มีขายของจุกจิก
แต่เราเลืกจะกลับมากิน
pizza express ใกล้สถานี กินเสร็จก็ดุ๋งๆ กลับบ้านสลบเหมือดกันทั้งคู่
เพราะแดดดที่อีดินเบิร์กแรงได้ใจจริงๆ ทำเอาหลังคอเราลอกเลยทีเดียวเชียว
ดีนะใส่เสื้อแขนยาวแต่แรก

029030

Posted in UK

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s