Six Senses Yao Noi : Phuket

เป็นรีสอร์ตที่กลับไปพักถึง 2 รอบ เพราะประทับใจและรู้สึกได้พักผ่อนจริง จะว่าไปครอบครัวตัวพีก็เป็นแฟนของรีสอร์ตเครือนี้พอควร เพราะนอกจากภูเก็ต เรายังไปพักกะเค้าที่ Chengdu แล้วก็ Dalat


บนท้องฟ้ามีแม่ปลาวาฬ และลูกๆ ทั้งสามของนาง

การไป Six Senses ยาวน้อย เราต้องไปนั่งเรือที่ท่าเรืออ่าวปอแกรนด์มารีน่า
โปรดอย่าสับสนกับ “ท่าเรืออ่าวปอ” ธรรมดาเป็นอันขาด เพราะแม้จะอยู่ใกล้กัน แต่มันเดินถึงกันค่อนข้างลำบาก ครั้งแรกที่ไปยัยเอ๋น้อยจำท่าเรือผิด ไปอ่าวปอเช้ยยย! -*-

โชคดีพี่สาวในร่างหนุ่มคนนึงใจดี ยอมขี่มอเตอร์ไซค์พาไปส่งให้
นึกภาพดูนะ หนึ่งสาวร่างหนุ่ม / หนึ่งเอ๋น้อย / หนึ่งเจ้าบู และกระเป๋า 2 ใบ
อยู่บนมอเตอร์ไซค์คันน้อยจากท่าเรืออ่าวปอ ไป ท่าเรืออ่าวปอแกรนด์มารีน่า
มันเป็นประสบการณ์ที่ทุลักทุเล แต่ก็ประทับใจจนจำได้มาถึงทุกวันนี้ ว่าคนภูเก็ตน่ารักมากๆ

จากท่าเรืออ่าวปอแกรนด์มารีน่า ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีก็จะถึงยาวน้อย
บนเรือมีพนักงานเสริ์ฟผ้าเย็น และเครื่องดื่มพร้อมสรรพ

ท่าเรืออ่าวปอแกรนด์มารีน่า


Six Senses ยาวน้อย
มองจากด้านนอก เหมือนที่นี่จะแออัด เพราะหลังคาเหมือสจะชิดกัน แต่พอเข้าไปอยู่จริงๆ
พบว่าวิลล่าแต่ละหลังตั้งอยู่อย่างกระจัดกระจ่าย หลวมๆ
ชอบอย่างนึงตรงที่ เค้าจะสร้างวิลล่า โดยยึดภูมิประเทศเดิมเป็นหลัก ดังนั้นแนวของมันจึงไม่ตรงกันเป๊ะไปหมดทุกหลัง มีบ้างที่ต้องเดินขึ้นเขา ลงเขา ไต่บันได แต่ก็สนุกดี ได้ออกกำลังกายไปในตัว (แฮ่กๆๆ)


วิลล่าของเราคือที่อยู่ขวามือบนสุดโน่นนนนนน ตัวเราอะไม่เท่าไหร่ แต่พนักงานแบกกระเป๋าสิ ต้องมีเรี่ยวแรงล้นเหลือและมัดกล้ามที่ทรงพลังพอ เพราะเห็นบางห้องกระเป๋าเดินทางใหญ่มาเลย พนักงานก็แบกไปสิคะ


อันนี้มุมจากประตูหน้าบ้าน ทุกเช้าจะต้องลงเขาไปหาอาหาร
ตอนค่ำก็ไต่เนินกลับบ้านมา เป็นการย่อยอาหารไปในตัว นี่เค้าจงใจใช่ไหม?

ทั้งสองครั้ง เราซื้อดีลที่พักจากงานไทยเที่ยวไทย เพราะเค้ามักมีโปรฯ หรือไม่ก็แถมอะไรบางอย่างให้
ไม่อยากจะบอกว่า ตอนไปรอบสอง เจอบัทเลอร์คนเดิมที่เคยดูแลเราตอนไปพักหนแรก รอบนี้นางมารับหน้าที่พนักงานขาย ซึ่งจำฉันได้ด้วย!!?? คือช็อคนะจุดนั้นบอกตง
ด้วยความที่ราคาห้องแพงกว่าเดิมอีกนิดหน่อย เลยไม่กล้าซื้อ ถามเจ้าบูก็ไม่ได้รับคำตอบ
แต่พอเดินออกจากงาน…เจ้าบูกลับส่งข้อความมาบอกว่าซ์้อเหอะ  แง่ง……. -*- ไม่กลับไปแล้วเฟร้ย
โชคดีมีพี่สาวใจดีกำลังจะไปงาน เลยฝากพี่ปุ๊ซื้อกลับมาให้ ขอบคุณมากๆ อีกทีนะค้า : D

เราเลือกซื้อห้องถูกสุดตามประจำแม่บ้านประหยัด แต่พอไปถึง ลูกค้าเก่าอย่างเราได้อัพเกรดห้องเป็น Sea View โอวว…น้ำตาจะไหลพราก (มีการทักทายกันตั้งแต่รอเรือ /
ขึ้นเรือ / ลงเรือ / ที่พัก ว่ายินดีต้อนรับ “กลับมา” ค่ะ ระบบกระจ่ายข้อมูลดีจริงๆ)
จริงๆ แล้วห้องพักไม่ต่างกันนะ ต่างกันแค่วิวที่มองไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตากว่า ก็รู้สึกว่า ว้าววว ดีจังเลย
แต่ข้อเสียคือ ติดนิสัยแล้วอ่า ต่อไปนี้คงอยากแต่จะพักห้อง Sea View T^T


วิวจากระเบียงห้อง วิวทะเล


เทียบกับวิวจากระเบียงห้อง วิวสวน


Welcome Drink น้ำมะพร้าวอ่อนนุ่มๆ สดชื่น


มุมทำงานในห้อง มีโปสการ์ดของ Six Senses ให้หลายใบเลย : D


อ่างอาบน้ำกึ่ง outdoor เพราะตรงนี้ไม่มีแอร์ มีแต่พัดลมเพดานตัวใหญ่ พนักงานจะเตรียมเกลือใส่กระปุกปิดฝาไว้ให้ทุกวัน น้ำร้อนเร็ว และใช้เวลาไม่นานก็เต็มอ่าง (แอบสงสัยว่านี่เราอยู่บนเกาะ??)
หลังโซฟาคือกระจกแบบบานคู่ มีอ่างหน้า 2 อัน ชอบไอเดียนี้จริงๆ


มุมจาก Outdoor Shower มองเข้าไปในวิลล่า ระหว่างห้องน้ำ และ ห้องนอน มีประตูกระจกกั้นแอร์
และที่สำคัญ “ยุง” (รอบแรกแยะมาก รอบสองไม่ค่อยมีนะ) จำได้ว่ารอบแรกเราตื่นเข้าห้องน้ำกลางดึก พอกลับเข้าห้อง…ง่วงจัด…เลยลืมปิดประตูกระจกตามหลัง ยุงเข้ามากัดเจ้าบูเป็นรอยไปทั้งตัวเลย


จริงๆ ของใช้เตรียมไว้ให้แยะกว่านี้ จะอยู่ในกล่องไม้ใต้อ่างล้างหน้า แต่เราชอบที่เค้ามีมีดโกนทั้ง “ญ และ ช”
แอบเปิดดูก็เหมือนๆ กัน น่าจะต่างกันตรงใบมีด?


เตียงดูดวิญญาณของแท้และดั้งเดิม มาอยู่นี่นอนกลางวันทุกวัน!  ทำไมไม่รู้ พอเอนตัวลงนอนปั๊บนะ มันง่วงขึ้นมาเลยอ่ะ T^T


อ้อ เค้ามีแชมเปญเป็นคอมพลิเมนทารีด้วย แต่เราว่ามันดรายไป เจ้าบูเลยเปิดสไปร์ทใส่เพิ่ม เติมมะนาวนิด (มีมะนาวให้ในห้อง) อรอ่ยขึ้นโพด!!


ในห้องจะมีชุดชาให้ และมีชาให้เลือกแยะพอสมควร ประมาณ 4-5 แบบ เราเลือกกินแต่คาร์โมมายล์ … มันควรจะละมุนใช่ไหม แต่ยี่ห้อนี้ เบลนด์เปปเปอร์มินต์ใส่ลงไปในคาร์โมมายล์ด้วย ทำม้ายยยยย??!! ล่าสุดเราซื้อฟักทองเชื่อมจากร้าน “สามกองน้ำเต้าหู” ติดตัวไปด้วย  สบโอกาสชงชาแกล้ม โอววว์ อร่อยมาก (ฟักทองนะ)


ในห้องมีกล้วยเตรียมให้ 1 หวี แต่เราไม่เคยกินมันเลย เพราะอยู่ที่นี่ “พุงตึง” ตลอด!


ไม่ว่าจะโทรศัพท์ยี่ห้อไหน รุ่นอะไร มันต้องมีสักอันที่เสียบชาร์ตได้สิน่า! ประทับใจที่ชาร์ตอันนี้มาก มีเตรียมไว้ให้ในห้องด้วยเช่นกัน


นั่งมองได้ทั้งวันไม่เบื่อเลยจริงๆ เพราะในห้องจะมีโซฟาตัวนึง ที่หันหน้าออกเห็นวิวนี้พอดี และทุกเช้าที่เราตื่น ทะเลกว้าาาาาางใหญ่ไพศาล ก็จะอยู่ตรงหน้า  (วันเวลาแห่งความสุขที่นี่ ผ่านไปเร้ววว เร็ว)


ชอบปลา ตาปิด-ตาเปิด ไม้ตัวนี้มาก หมายมั่นปั้นมือว่าจะซื้อแน่ แต่คราวนี้ก็ยังไม่มีขาย T^T


เม่นน้อย ประจำการหน้าวิลล่าทุกหลัง สำหรับขูดสลัดเศษทรายที่ติดมากับรองเท้าของเรา


ปกติที่วิลล่ามักจะมี นก หรือไม่ก็กระรอก แวะเข้ามาทักทายกันตลอด วันแรกที่ไป เจ้ากระรอกหอบเอาลูกหมาก (คิดว่านะ) มาแทะอย่างสบายอารมณ์ตรง Outdoor Shower  นั่งมองกันเพลินเลยเชียว กระรอกที่นี่ตัวอ๊วบบบ อวบ อุดมสมบูรณ์มากๆ เดินไปไหน ก็จะเห็นตลอด

ชอบ Outdoor Shower ของที่นี่ ที่มี shower ให้ 2 หัว สามารถอาบน้ำพร้อมกัน 2 คนได้ (ฮี่ๆ)
แต่ถ้าวันฝนตก ก็มีห้องน้ำด้านในให้ใช้อีก 1 ห้อง  ที่นี่ค่อนข้างคิดครบมาก ชอบ : )

 หาดของ Six Senses ยาวน้อยไม่ได้ใหญ่โตอะไร  ทรายไม่ได้ขาวจั๊วะ มีหินระเกะระกะด้วย แต่น้ำใสและมีความเป็นส่วนตัวมาก


“The Den” บาร์ของรีสอร์ทเขาชิลล์มาก ต่างจากบาร์อื่นๆ ตรงที่มีวิวทะเลสวยๆ  มีที่นั่งซึ่งเป็นเหมือนชิงช้าตัวใหญ่สำหรับคน 2 คน มีดนตรีเบาๆ เข้ากับบรรยาากาศสบายๆ และมีเครื่องดื่มรสชาติดี พิสูจน์แล้วโดยเจ้าบู  เราชอบสั่ง Homemade Lemonade ซึ่งเค้าเอาสไปร์ทผสมน้ำมะนาว อร่อยจนเก็บกลับมาทำที่บ้านบ่อยไป สดชื่นดี


The Den อีกมุมหนึ่ง ใครที่ทานอาหารค่ำที่นี่ ก็เหมือนได้นั่งทานในสระบัว สนุกไปอีกแบบ


ที่ The Den จะมีห้องสมุด และดีวีดี สำหรับเจ้าตัวน้อย ซึ่งสามารถเปิดจากเครื่องคอมฯ ภายในห้องสมุดได้เลย


เนื่องจากเรามา Green Season เลยมี Happy Hour ทุกๆ 17.30 – 18.30 น. ที่ The Den
มีค็อกเทลประมาณ 7-8 แบบที่บริการฟรี พร้อมกับน้ำอัดลม น้ำมะนาว หรือน้ำเปล่า (ปกติที่นี่น้ำเปล่าราคาขวดละ 100 บาท // เหมือนจะดีกว่าแต่ก่อน ที่คิดคนละ 100 ถ้าจะไม่ผิด?)  เจ้าบูจัดเต็ม สั่งคราวละ 2-3 แก้ว
ขนมกรอบๆ ที่เค้าเอามาเสิร์ฟก็อร่อยล่ะ  โดยเฉพาะมันสีม่วงๆ มันกรอบๆ หวานๆ


ส่วนตรงนี้คือ ‘Hill Top’


Hill Top คือ บาร์+ร้านอาหาร ที่ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดบนเกาะ อดีตทีนี่เคยเป็นห้องพักแบบหรู ค่าห้องคืนละหลายแสนมาก่อน ตอนนี้ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นห้องอาหาร ที่มีโต๊ะตั้งริมสระ เหมาะสำหรับการมาทานตอนกลางคืน เห็นแสงไฟจากเรือปลาหมึกที่ขอบฟ้าชัดเจน แถมเค้าตั้งโต๊ะแต่ละตัวห่างจากกันมากกก เป็นส่วนตัวยิ่งยวด ตอนไปรู้สึกจะมี dinner set ที่ 2,000 บาท  เป็นพวกบาร์บีคิวและอาหารไทย

ใครจะมานอนกลิ้งบนเบาะก็ได้ ยัยเอ๋น้อยเดินหอบแฮกขึ้นไปจนถึง Hill Top ได้ก็ปักหลักสั่งเครื่องดื่ม นั่งอ่านหนังสืออยู่นานเชียว กว่าจะเดินกลับลงมาด้านล่าง อันที่จริง ที่นี่มีรถกอล์ฟที่สามารถเรียกใช้บริการได้
แต่อย่างที่บอกว่า อยู่ที่นี่ “พุงตึง” ตลอด เลยต้องหาทางออกกำลังกายบ้าง


หนทางหนึ่ง ในการลดสภาวะ “พุงตึง” ก็คือการเดินเล่นในป่าชายเลนขนาดเล็กติดกับรีสอร์ต ที่มีพื้นไม้เดินสะดวก ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีก็ครบรอบ ระหว่างทางเดินจะมีป้ายบอก ว่าตรงนี้มีอะไรบ้าง เราก็สังเกตเอา บางทีก็เจอปูบ้าง นกบ้าง และดอกไม้บ้าง


สุดทางไม้ จะพบกับทางขึ้นเขาขนาดย่อม เดินไปประมาณ 5-10 นาทีก็ถึงยอด ตรงยอดจะเป็นที่สอนโยคะตอนเช้าฟรี (ประมาณ 8 โมง) เราก็พยายามจะตื่นให้ได้สักเช้า แต่ทว่า… (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ)  แต่แค่เดินขึ้นลงก็สนุกแล้ว อย่างขอนไม้ที่เป็นราวจับ มันชื้นจัดจนเห็ดหูหนูขึ้น หรือเดินๆ นกก็บินโฉบหัวเราไปเกาะกิ่งไม้อื่น


เจอนกเงือก กำลังเกาะกิ่งไม้กินอาหารกันด้วย : D (ในภาพคือหม่ำเสร็จแล้ว)


แพลตฟอร์มนี้เอง ใช้สอนโยคตอนเช้า บรรยากาศดีสุดๆ


ตรงที่เป็นทางขึ้นเขา คือชายหาดที่คนส่วนใหญ่มานอนอาบแดด และลงเล่นน้ำทะเล ตรงนี้มีไวไฟให้เล่นด้วย ชอบป้ายไวไฟ ^^


ห้องอาหารเช้า คือที่ๆ เรากับเจ้าบูใช้บริการบ่อยที่สุด  เพราะส่วนใหญ่จะทานเช้า + กลางวัน + กลางคืนที่นี่ครบทุกมื้อ  เนื่องจากมันใกล้ และมีอาหารเกือบทุกประเภทบริการ (เพราะใกล้ครัวใหญ่)
หลักๆ คืออาหารไทย  พอมานั่งนึกๆ แล้ว มื้อแรกที่มาถึงเราสั่งกะเพราเนื้อไข่ดาว + ส้มตำ เหมือนกันเด๊ะทั้งสองครั้ง!! (เราเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายไง)


อาหารเช้าที่นี่ มีครบ คืออาหารไทยพวกผัดซีอิ๊ว ผัดไทย ข้าวผัด เตี๋ยวน้ำ อีกมุมนึงเป็นที่ทำแพนเค้ก วาฟเฟิล  สเตชั่นไข่หลากประเภท นอกจากเบสิกอย่างไข่ดาว ออมเลตต์ ยังมีฟริตตาตา และไข่พิเศษที่เชฟจะครีเอทออกมาวางเป็นตัวอย่างเอาไว้ เบคอน(กรอบดี) ไส้กรอกชีส(อร่อย!)พร้อมหอมผัดจนใส มะเขือเทศย่าง(ไร้รสชาติ) และโฮมเมดเบคบีน(อร่อยนุ่ม)

พวกขนมปัง และมูสลี่ น้ำผลไม้ ผลไม้จะอยู่ในห้องเล็กๆ ติดแอร์ใกล้ๆ กัน  เวลาสั่งเราจะหยิบกลับไปเองก็ได้ หรือจะบอกเบอร์ห้อง ให้คนเอาไปให้ก็ได้ พนักงานกระตือรือร้นมาก ทั้งที่ห้องอาหารอยู่บนพื้นต่างระดับ 3 ระดับ มิน่า พนักงานถึงได้อายุน้อยและยังเอ๊าะกันเป็นส่วนใหญ่ แก่แล้วคงเดินขึ้นล่องไม่ค่อยไหว ^^”


ที่นี่มีแยมให้เลือกแยะมากกก ประมาณสิบกว่าอย่าง แยมกระเจี๊ยบ ก็ทำจากกระเจี๊ยบที่ปลูกเองในรีสอร์ท หรือแยมกล้วยเป็นต้น(อร่อย) เราตักแยมแปลกๆ ไปลองกันสนุกสนานเลย  ขนมปังที่นี่ก็มีให้เลือกแยะอยู่ แม้ซาวโดว์ไม่ค่อยดึ๋งเท่าไร  แต่โดยรวมแล้วโอมั่ก


ทุกครั้งที่ทานอาหาร (ยกเว้นมื้อเช้า) ทุกร้านจะมีเครื่องดื่มจิ๋วๆ และของทานเล่นคำเล็กๆ ให้ก่อนเสมอ
ฉันชอบไอเดียการเอาก้านตะไคร้ (ปลูกเองข้างๆ The Den)  มาแทนหลอดอ่ะ ได้กลิ่นด้วยตอนดูดน้ำแครอท : D


พูดถึงเรื่องการปลูกเองแล้ว การเดินเล่นดูสวนครัวของที่นี่ก็สนุก ด้วยความที่พื้นที่ต่ำสูงไม่เท่ากัน ดังนั้นสวนครัวจึงแยกเป็นหลายๆ ส่วน ที่ติดด้านหน้าประตูเข้า คือโรงเพาะเห็ด ซึ่งนำมาใช้ทำอาหารจริง ใกล้ๆ กันมี watercress เป็นพุ่มเขียวอื๋อเชียว  คุยกับคุณลุงที่เปิดร้านอาหารบนเกาะ แกบอกว่าไปซื้อลำบาก ปลูกเองดีที่สุดแล้ว เย้ๆ


สารภาพว่าเคยเห็นต้นหน่อไม้ฝรั่งเป็นครั้งแรก เหมือนหน่อไม้ไม่มีผิดเลย ต่างกันที่ขนาด


โรสแมรี่ก็ง๊าม งาม อันนี้สำหรับอาหารฝรั่งในห้องอาหาร Dining Room


มะเขือยาวก็มี ถ้าก้อยมา เธอจะต้องแอบเด็ดกลับบ้าน 55555


ไปเจอคุณคนสวนกำลังตัดเก็บ ลิดใบ ต้นกระเจี๊ยบพอดี คนสวนที่นี่แต่งตัวน่าร้ากกกกกก


อีก 1 ห้องอาหารที่ใช้เปลี่ยนบรรยากาศได้ ก็คือ The Dining Room เน้นอาหารอิตาเลียน แต่ละคืนจะมีเซ็ตเมนูอาหารประมาณ 3-4 คอร์สมาให้เลือก แต่ละจานของเซ็ตเมนูจะมาในปริมาณน้อยกว่าปกติ ราคาขึ้นลงไม่คงที่ แต่ละวันจะมีเซ็ตเมนูไม่เหมือนกัน  ตอนเราไปอยู่ที่ 1900 (2900 พร้อมไวน์แพร์ริ่ง) ถ้าสั่งแบบเวเจตแทเรียนอยู่ที่ 1500 (2500 พร้อมไวน์แพร์ริ่ง)


ครั้งนี้ประทับใจเมนูนี้ Tortellini สอดไส้ฟักทอง ฟักทองหวานมาก! อยากสั่งเพิ่มอีกจานใหญ่ๆ เลย
อีกเมนูที่ชอบคือซุปกะหล่ำดอก เพราะทั้งมันและหอมข้น


ทางไป The Dining Room จะมีห้องน้ำ ชอบไอเดียแบบนี้มาก เท่ : D (อยากแอบเข้าไปดูห้องน้ำชายด้วย)

ห้องนึงที่เราเข้าไปบ่อยมาก คือ “ห้องไอติม” มีไอติมให้เลือกยี่สิบกว่ารส ซึ่งจะบริการฟรีตั้งแต่เช้าจนถึง 1 ทุ่ม นอกจากนั้นยังมีพวก คุกกี้ บิสคอตตี และขนมในตู้แช่อีกหลายอย่างเลย (เพราะแบบนี้”พุงตึง” ไม่เคยยุบเลย กินตลอด)


ถ้าใครอยากนอนดูหนังท่ามกลางดวงดาว สายลม และเสียงคลื่นล่ะก็ ที่นี่เหมาะมาก เราเองยังอยาก อยาก อยาก อยากดูมาก โดยเฉพาะวันที่ไปฉายเรื่อง Julie & Julia  แต่เวลาเริ่มฉายคือ 09.30 มันดึกเกินไป…พุงตึงก็ง่วงแล้ว อยากอาบน้ำแผ่หรา บนเตียงดูดวิญญาณเป็นที่สุด  ใครไปดูหนัง เค้ามีปอปคอร์นให้ด้วยล่ะ


สรุปว่าไปครั้งที่ 2 พวกเราก็ยังประทับใจมากมายเหมือนเดิม
คราวนี้ไม่ค่อยได้เจอหน้าบัทเลอร์เท่าไหร่ แต่โทร.ไปบอกให้จัดการอะไรให้ได้ฉับไวมาก ครั้งนี้อากาศร้อน เลยได้ใช้บริการสระน้ำอย่างเต็มคราบ เพราะคราวก่อนไปฝนตก แทบจะไม่ได้แตะสระเลย หนาวเกิ๊น!!

ห้องอาหารที่นี่ ส่วนใหญ่รสชาติโอเค ไม่ไทยจ๋า แต่ถ้าเค้าเป็นเราเป็นคนไทย ก็เผ็ดได้สบายมาก พ่อครัวคนไทยอยู่แล้ว เวลาออกไปข้างนอก ซื้ออาหารกลับมา ก็เอามาให้ที่นี่อุ่นได้ อย่างเราซื้อแกงปูทะเลมาจากร้านข้างนอก ก็ฝากอุ่นมื้อเย็นได้เลย (แต่ก็กินอาหารอย่างอื่นของรีสอร์ตนะ)

ไปคราวนี้ไม่ได้เข้าสปา เพราะเราแวะภูเก็ตก่อนคืนนึง เลยใช้บริการสปาของที่พักไปแล้ว
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ครอบคลุมค่าอาหารกลางวัน 1 มื้อ และเย็น 2 มื้อ (มีไวน์ด้วย)
ค่ามินิบาร์ ค่าของที่ซื้อจาก Gallery อยู่ที่เกือบๆ หนึ่งหมื่นบาท  คราวก่อนใช้สปาด้วย รู้สึกจะสองหมื่นกว่า เพราะสปาเค้าเริ่มต้นที่ 3500 บาทเป็นต้นไป แต่มี happy hour นะคือนวดก่อนบ่าย 2 จะได้ 1 แถม 1

ก็หวังว่าจะมีโอกาสได้กลับไปอีกหลายๆ ครั้งนะ : )

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s